ธุรกิจขายตรงมาแรง!

ธุรกิจขายตรงมาใหม่

ธุรกิจขายตรง

การขายตรง หมายถึงการทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการ นำเสนอขายต่อผู้บริโภคโดยตรง ณ ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงานของ ผู้บริโภคหรือของผู้อื่น หรือสถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ประกอบการค้าเป็น ปกติธุระ โดยผ่านตัวแทนขายตรงหรือผู้จำหน่ายอิสระชั้นเดียวหรือหลายชั้น แต่ไม่รวมถึงนิติกรรมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ประวัติความเป็นมาของธุรกิจขายตรง

ธุรกิจขายตรงคือ การทำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในลักษณะของการนำ เสนอขายแบบบุคคลต่อบุคคลซึ่ง ห่างจากที่ตั้งร้านค้าปลีกถาวร โดยบริษัทผู้ประกอบการนำเสนอโอกาส ทางธุรกิจให้กับนักขายตรงอิสระ

ประโยชน์ของธุรกิจขายตรง
• ผู้ขายได้พบกับผู้บริโภคโดยตรง
• สร้างความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภค
• ผู้ขายสามารถให้คำแนะนำ / ให้บริการแก่ผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด
• สร้างโอกาสในทางสังคมและรายได้แก่ผู้ขาย

ขายตรง หมายถึง การทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการนำเสนอ ขายต่อผู้บริโภคโดยตรง ณ ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงานของผู้บริโภค หรือของผู้อื่น หรือสถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ประกอบการค้าเป็นปกติธุระ โดยผ่านตัวแทนขายตรงหรือผู้จำหน่ายอิสระชั้นเดียวหรือหลายชั้น แต่ไม่รวมถึงนิติกรรมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ผู้บริโภค หมายถึง ผู้ซื้อหรือผู้ได้รับบริการจากผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรง หรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง หรือผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง เพื่อให้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ

ผู้จำหน่ายอิสระ หมายถึง บุคคลที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าหรือบริการ จากผู้ประกอบธุรกิจขายตรงและนำสินค้าหรือบริการดังกล่าวไปเสนอขายตรง ต่อผู้บริโภค

ตัวแทนขายตรง หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ประกอบธุรกิจ ขายตรงให้นำสินค้าหรือบริการไปเสนอขายตรงต่อผู้บริโภค

การขายตรงแบบหลายชั้น หรือ ธุรกิจเครือข่าย

การขายตรงแบบหลายชั้น (Multi- Level Marketing หรือ MLM) หรือ ธุรกิจเครือข่าย (Network Marketing) เป็นการตลาดต่อๆกันเป็นเครือข่าย หลายชั้น ผู้ขายเป็นนักขายอิสระไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัท เรียกว่าเป็น นักธุรกิจอิสระ นักธุรกิจเครือข่าย สมาชิก หรือ ทีมเมมเบอร์ มีหลายแบบขึ้น อยู่กับแผนการตลาดได้แก่ แบบไบนารี่ แบบยูนิเลเวล แบบไตรเซ็บ แบบเมตริกซ์ แบบดูอัลลีเนียร์ และแบบผสม โดยนักธุรกิจเครือข่าย สามารถสร้างรายได้จากการทำงาน 3 วิธีรวมกัน คือ

รายได้เริ่มต้น ผลกำไรจากการขายปลีกซึ่งเป็นผลต่างระหว่างต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาจาก บริษัทกับราคาขายปลีกที่ได้ขายสินค้าหรือบริการให้กับผู้บริโภค

รายได้สร้างทีม คอมมิชชั่นหรือส่วนลดตามระดับยอดขายของสินค้าหรือบริการที่มีการสั่งซื้อ (เพื่อบริโภคหรือเพื่อขายให้กับผู้ขายคนอื่นต่อๆไป) จากผู้ขายที่ได้ชักชวน เข้ามาสมัครร่วมธุรกิจในทีมขาย หรือที่เรียกว่า "สปอนเซอร์"ในระดับเป็น ชั้นต่อๆไป

รายได้ผู้นำ คอมมิสชัน หรือส่วนลด ผู้นำ เช่นเปอร์เซนต์จากยอดขายกลุ่ม รางวัลเงินสดจ่ายครั้งเดียว กองทุนต่าง ๆ เช่นกองทุนท่องเที่ยว หรือกองทุนรถยนต์ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า หลักการของระบบการตลาด หลายชั้นคือ การที่นักธุรกิจเครือข่ายได้รับผลตอบแทนทั้งจาก รายได้เริ่มต้น ที่ตนเองขายปลีกและผลตอบแทนจากการขายซึ่งเกิดขึ้นเมื่อนักขายในกลุ่มของ ตนชวนมาร่วมกันขาย จนมียอดขายรวมเป็นก้อนใหญ่จากปัจจัยดังกล่าวทำ ให้เกิดโอกาสในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีขีดจำกัดซึ่งเกิดจาก การสปอนเซอร์หรือชักชวนผู้อื่นมาเข้าร่วมธุรกิจอันทำให้ระบบการตลาด หลายชั้นเป็นระบบที่มีศักยภาพสูงสุดในการขายตรงปัจจุบัน

ที่มา: wiki

ธุรกิจขายตรงมีอะไรบ้าง?

จริงๆ แล้วในประเทศจะมีบริษัทขายตรงที่เปิดใหม่ ขึ้นมาเรื่อยๆ ของทุกๆ ปี รายชื่อบริษัทขายตรงที่นำเอามานี้ เป็นเพียงตัวอย่างที่หยิบยกมาเพื่อพอให้รู้ว่า ธุรกิจขายตรงนั้นมีบริษัทไหนบ้างเป็นข้อมุลของปี 2556 นะครับรายชื่อบริษัท ขายตรงที่น่าเชื่อถือ และมีนักธุรกิจดีเด่นที่ปรากฏชื่อใน TDSA

บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท บีดับเบิลยูแอล (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท อารากอนเวิลด์ 54 จำกัด
บริษัท โมรินดา เวิร์ลไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด
บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
บริษัท คามิโอเฮ้าส์ จำกัด
ซันไรด์เดอร์ ไทยแลนด์, อิ้งค์
บริษัท แด๊กซิน (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท นูทรีเมติคส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ จำกัด
บริษัท เพอร์เฟค รีซอร์สเซส (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท 4ไล้ฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด
บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด
บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
บริษัท ลาชูเล่ คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท วิน วิน เวิลด์ไวด์ จำกัด
บริษัท สตาร์เวลล์บิซิเนส (1998) จำกัด
บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
บริษัท ออริเฟลม คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท เอลเคน (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท เอวอน คอสเมติคส์(ประเทศไทย)จำกัด
บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด
เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด

บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด (บริษัทขายตรงดาวรุ่งในปี2555 และ2556)

ตัวอย่างธุรกิจขายตรง

บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด คลิกดูตัวอย่างข้อมุลการนำเสนอ

ธุรกิจขายตรงที่รวบรวมสุดยอดนวัตกรรมที่เป็นหัวใจหลักของธุรกิจเอาไว้ใน หนึ่งเดียว

*นวัตกรรมผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์

ด้วยศักยภาพของผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมอาหารเสริมสกัดจากงาดำและธัญพืช สกัดด้วยเทคโนโลยีระดับชีวโมเลกุล สิทธิบัตรสิทธิทั่วโลก โดย รศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ

*นวัตกรรมแผนการตลาดนำสมัย

ศักยภาพ แผนการปันผลตอบแทน TRINARY Classic ที่ทันสมัย ปิดจุดอ่อนของแผนการปันผลตอบแทนทุกๆ แผน ทำให้นักธุรกิจประสบความสำเร็จได้ง่าย จ่ายผลตอบแทนสูงสุดอย่างเป็นธรรม พัฒนาแผนโดย ดร.กัมปนาท บุญราศรี

*นวัตกรรมระบบพัฒนาศักยภาพนักธุรกิจ

ศักยภาพระบบฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพนักธุรกิจอิสระ สู่ความเป็นมืออาชีพอย่างมีมาตรฐาน โดยสถาบันพัฒนาศักยภาพนักธุรกิจ บริหารงานโดย อาจารย์ชาญวิทย์ เมธาชัยวุฒิ

*นวัตกรรมเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

ศักยภาพ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ Ai Smart ระบบปฏิบัติการออฟไลน์ และ ออนไลน์ 100% สนับสนุนการทำงานของนักธุรกิจอิสระในโลกยุค 4G พัฒนาระบบโดย คุณกิตติศักดิ์ บุญราศรี

“เราพร้อม จะนำพาทุกท่านไปสู่ความสำเร็จ

แล้วคุณล่ะ พร้อมจะก้าวไปกับเราแล้วหรือยัง”

Aiyara Planet

We Care We Share We Grow

ใส่ใจ แบ่งปัน เติบโตร่วมกัน

ข่าวธุรกิจขายตรง

รายงานข้อมูลวันที่ 24-10-2556

สารจากนายกสมาคมการขายตรงไทย

สวัสดีครับท่านสมาชิกและผู้อ่านทุกท่าน...

ในนามสมาคมการขายตรงไทย ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเรียนให้ทุกท่านทราบว่าในปี 2556 นี้ สมาคมการขายตรงไทยจะมีอายุการดำเนินงานมาครบ 30 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งสมาคมเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2526 เราได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับวงการขายตรงไทยเรื่อยมาทั้งต่อภาครัฐ ผู้ประกอบการ ผู้จำหน่ายอิสระ และผู้บริโภค โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมให้ข้อมูลและนับสนุนให้เกิดพระราชบัญญัติขายตรง และตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545ซึ่งถือเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจยิ่งของสมาคม

เพื่อเป็นการฉลองวาระครบรอบ 30 ปีในปีนี้ สมาคมได้เตรียมจัดกิจกรรมยิ่งใหญ่มากมายหลายโครงการ เริ่มตั้งแต่การปรับโฉมสัญลักษณ์ของสมาคมใหม่ให้ทันสมัย การสัมมนาให้ความรู้แก่สมาชิก โดยสมาคมจะได้เรียนเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจาก WFDSA และวงการขายตรงในภูมิภาคอาเซียน รวมไปถึงผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศไทย ที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำธุรกิจขายตรง รวมถึงข้อแนะนำต่างๆ และอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจเช่นกันคือ การจัดทำ “คู่มือเพื่อการศึกษาธุรกิจขายตรง: การตลาดเครือข่าย” เล่ม 2 คู่มือฉบับนี้มีเนื้อหาในเชิงให้ความรู้แก่ผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพนักธุรกิจอิสระ และสุดท้ายคืองานวันเกียรติยศนักขายตรงไทยประจำปี 2556 ซึ่งเป็นงานเชิดชูเกียรติแก่นักธุรกิจอิสระจากบริษัทสมาชิกของสมาคมถ้วนหน้า

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สมาชิกทุกท่านจะให้ความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมและโครงการของสมาคม ในปีนี้เป็นอย่างดีดังเช่นที่เป็นมาเพื่อความสามัคคีเป็นปึกแผ่นและความสำเร็จ ลุล่วงด้วยดีของทุกกิจกรรมให้สมกับวาระแห่งการฉลอง 30 ปีของสมาคม ของเราทุกคนขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้สำหรับความร่วมมือร่วมใจ ของทุกท่านครับ

กิจธวัช ฤทธีราวี
นายกสมาคมการขายตรงไทย

อ่านข่าวขายตรงเพิ่มเติมได้ที่: TDSA

แผนธุรกิจขายตรง

สำหรับแผนธุรกิจขายตรง หลายๆ บริษัทก็จะมีแผนการจ่ายผลตอบแทนที่ แตกต่างกันออกไป แล้วแต่บริษัทแต่ละที่จะจัดแบ่งสันปันส่วนค่อคอมมิชชั่นให้ สมาชิกด้วยแผนการตลาดแบบไหน ส่วนแผนที่นิยมเห็นกันอยุ่ในปัจจุบันก็จะมี อยู่ไม่กี่แผนมาดูกัน

แผนการจ่ายค่าตอบแทน MLM

แผนการจ่ายค่าตอบแทน MLM หรือที่เรียกว่า Compensation Plan หรือที่นิยมเรียกกันว่า แผนการตลาดขายตรง ถือเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่ง ที่ส่งผลโดยตรงต่อความสำเร็จ ความล้มเหลว การเติบโตและความยั่งยืนของบริษัท MLM โดยทั่วไป ระบบขายตรงหลายชั้น หรือระบบ MLM นั้นมีลักษณะที่สำคัญซึ่งทำให้ระบบเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็คือ การที่ผู้จำหน่ายอิสระได้รับค่าตอบแทนจากยอดขายโดยตรงของตนเองแล้ว นอกจากนี้ยังได้รับค่าตอบแทน หรือที่เรียกว่า Override จากยอดขายของผู้จำหน่ายอิสระที่ตนเองได้แนะนำให้เข้าร่วมธุรกิจและ ผู้จำหน่ายอิสระที่เป็นดาวน์ไลน์ต่อๆลงไปด้วยจุดนี้นี่เองที่เป็นการเปลี่ยนแนว ความคิดจากการที่ผู้จำหน่ายอิสระจะต้องแย่งกันขายให้แก่ลูกค้ามาเป็นการ ช่วยกันขายเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างอัพไลน์และดาวน์ไลน์และ ยังช่วยกันแนะนำให้ลูกค้าที่ใช้สินค้าเข้ามาร่วมธุรกิจเป็นผู้จำหน่ายอิสระ ต่อในสายงานของตนต่อไปอีกด้วย

วัตถุประสงค์หลักของแผนการจ่ายค่าตอบแทนก็เพื่อใช้เป็นนโยบายในการ จ่ายค่าตอบแทนอย่างยุติธรรมให้แก่ผู้จำหน่ายอิสระสมาชิกหรือบุคคลใดที่ได้ ดำเนินกิจกรรมที่ทำให้เกิดยอดขาย และก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของบริษัท MLM และการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายอิสระโดยที่กิจกรรมที่ได้กล่าวแล้วนั้น จะเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนแก่บริษัทและเครือข่าย ผู้จำหน่ายอิสระอย่างสมดุลและยุติธรรม

มีคำถามมากมายเกี่ยวกับแผนการจ่ายค่าตอบแทน ผู้คนอาจจะอยากทราบว่าแผนแบบใดเป็นแผนที่ดีที่สุด คำตอบก็คงเป็นคำตอบที่ตอบยากที่สุดเช่นกัน เพราะแต่ละแผนก็จะมีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ดี ลักษณะหรือรูปแบบของแผนการจ่ายค่าตอบแทนที่สามารถสังเกตได้จาก แผนต่างๆที่พิจารณาแล้วว่าประสบความสำเร็จสามารถนำมาสรุปเป็นหลักการ กว้างๆที่เป็นปัจจัยหลักๆที่เป็นองค์ประกอบของแผนการจ่ายค่าตอบแทนที่ ประสบความสำเร็จเพื่อให้ท่านผู้อ่านทราบถึงหลักการในการวิเคราะห์แผนการ จ่ายค่าตอบแทนที่จะนำท่านไปสู่ความสำเร็จได้

เป้าหมายหลักของแผนการจ่ายค่าตอบแทนคือการจ่ายค่าตอบแทนให้กับ การดำเนินกิจกรรมต่อไปนี้คือ 1) การขายสินค้าแก่ผู้บริโภค (Sell) 2) การสร้างเครือข่ายผู้จำหน่ายอิสระ (Recruit) 3) การสร้างผู้ฝึกอบรม (Build Trainers) 4) การสร้างนักบริหารการขาย (Build Top Sales Executives) 5) การรักษาให้ผู้จำหน่ายอิสระที่ดีให้อยู่กับบริษัทได้อย่างยั่งยืน (Keep Good Distributors)

การจ่ายค่าตอบแทนให้กับการขายสินค้าแก่ผู้บริโภค (Sell) เป็นการจ่ายค่าตอบแทนแก่กระบวนการหลักในการผลักดันสินค้าจากบริษัทไป สู่ผู้บริโภค หากไม่มีการขายสินค้าแล้ว ระบบ MLM ก็จะไม่เป็นระบบที่เหมาะสม (ควรตั้งข้อสงสัยว่าน่าจะเป็นแชร์ลูกโซ่ได้) โดยปกติกำไรจากการขายปลีกจะเป็น 25 % ของราคาขายปลีก หรือเป็น 33 % ของราคาขายส่ง หากสินค้าของท่านเป็นสินค้าที่มีสินค้าแข่งขันกันอยู่ในตลาด การตั้งราคาที่เหมาะสมก็เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง การกำหนดราคาที่สูงมากๆทำได้ในกรณีที่สินค้าของท่านเป็นสินค้าที่มีนวัตกรรม ยังไม่มีสินค้าทดแทนหรือคู่แข่งอยู่ในตลาด อย่างไรก็ดี การบังคับให้ผู้จำหน่ายอิสระต้องซื้อสินค้าเก็บไว้จำนวนมากๆ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์จากผลต่างเพิ่มมากขึ้นนั้นทำได้ แต่ต้องสมเหตุสมผล คือบริษัทต้องไม่บังคับให้ซื้อสินค้าที่ขายไม่ออก มิฉะนั้นโอกาสที่จะทำให้บริษัทไปไม่รอดก็จะสูงไปด้วย เพราะผู้จำหน่ายอิสระ ก็ขายของไม่ออกด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อผู้จำหน่ายอิสระขายของไม่ได้ บริษัทก็อยู่ยาก ดังนั้นบริษัทจึงควรจะจ่ายค่าตอบแทนสำหรับกิจกรรมในการขายสินค้าแก่ผู้ บริโภคอย่างเหมาะสม

การจ่ายค่าตอบแทนให้กับการสร้างเครือข่ายผู้จำหน่ายอิสระ (Recruit) เป็นการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับกิจกรรมหัวใจหลักในการขยายจำนวนผู้จำหน่าย อิสระ หรือการขยายทีมงานการจ่ายค่าตอบแทนทำได้โดยการจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ จากยอดขายของกลุ่มหรือยอดทีมใต้สายงานลงไป เพราะถ้าผู้จำหน่ายอิสระ สร้างทีมงานเพิ่มมากขึ้นยอดขายของกลุ่มหรือทีมงานใต้สายงานของเขาก็จะ มากขึ้นด้วยส่งผลให้ยอดคอมมิชชั่นของผู้จำหน่ายอิสระคนนั้นมากขึ้นตามไปด้วย

การสปอนเซอร์ การแนะนำ การสร้างทีมงานหรือการบอกต่อนั้น ในระยะเริ่ม 7 วันแรกนั้นผู้ที่สมัครเข้ามาใหม่จะรู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสทาง ธุรกิจที่รออยู่ข้างหน้าอย่างมาก มีความกระตือรือร้นที่จะทำงานหรือ หาสายงานเพิ่ม หากผู้สมัครเป็นผู้จำหน่ายอิสระใหม่สามารถสร้างทีมงานเพิ่ม ได้ในช่วงนี้ก็จะทำให้การสร้างทีมงานเติมโตอย่างมาก เพราะยังมีความรู้สึก ที่ดีอยู่มาก

หากผ่านระยะเวลาไป 1 เดือนผู้สมัครเป็นผู้จำหน่ายอิสระใหม่ยังไม่สามารถสร้างสายงานของตัวเองได้ ก็ยังคงมีความหวังอยู่บ้าง แม้จะไม่ตื่นเต้นเหมือนช่วงแรกแต่ก็ยังไม่หมดไฟ

หากผ่านระยะเวลาไป 2 เดือนหรือมากกว่า ผู้สมัครเป็นผู้จำหน่ายอิสระใหม่ยังไม่สามารถสร้างสายงานของตัวเองได้ ไปแนะนำใครก็ไม่มีใครสมัครเข้ามาเลย ความหวังก็คงริบหรี่เต็มที ถ้าไม่มีการกระตุ้นไฟก็คงหมด

ดังนั้นแผนการจ่ายค่าตอบแทนที่ดีควรจ่ายให้แก่การแนะนำผู้จำหน่ายอิสระใหม่ๆ ให้ได้ในระยะที่เร็วที่สุดเพื่อให้สามารถรักษาความกระตือรือร้น และความสนใจในการสร้างสายงานของผู้จำหน่ายอิสระใหม่ให้มีความหวัง จึงเป็นการจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการแนะนะผู้แทน จำหน่ายอิสระรายใหม่ให้เร็วเมื่อเขาทำงานได้ตามเป้าหมายที่เป็นไปได้ (ไม่ยากจนเกินไป)ในระยะแรก เพื่อให้เขาเหล่านั้นสามารถความเติมโตของทีมงานของเขา นั่นก็หมายความถึงการเติมโตของบริษัทด้วยเช่นกัน

การจ่ายค่าตอบแทนให้กับการสร้างผู้ฝึกอบรม (Build Trainers) การสร้างผู้ฝึกอบรมคือการสร้างผู้แทนจำหน่ายอิสระที่สามารถฝึกอบรมเทคนิค การขายและเทคนิคการแนะนำ สปอนเซอร์ที่ดีให้แก่ผู้จำหน่ายอิสระใหม่ที่ สมัครเข้ามาร่วมธุรกิจ หรือเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความสามารถให้กับผู้ จำหน่ายอิสระเก่าก็ได้ การเพิ่มความสามารถให้แก่ผู้แทนจำหน่ายอิสระ เหล่านั้นให้สามารถทำงานซ้ำๆ โดยใช้เทคนิคที่เหมาะสมในการขยายสายงาน และขายสินค้า เป็นการสร้างความเติบโตแก่ทีมงานโดยรวม

ดังนั้นการจ่ายค่าตอบแทนให้กับกิจกรรมการสร้างผู้ฝึกอบรมนั้น ควรจ่ายให้กับผู้แทนจำหน่ายจากยอดขายกลุ่มของเขาและจำนวนทีมงานที่เขา สามารถแนะนำเข้ามาใหม่ หรือทั้งสองอย่างก็ได้

การจ่ายค่าตอบแทนให้กับการสร้างนักบริหารการขาย (Build Top Sales Executives) เมื่อผู้แทนจำหน่ายที่เป็นลูกทีมนั้นสามารถสร้างสายงานและมีรายได้พอสมควรแล้ว ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างให้ลูกทีมในสายงานเหล่านั้นเติบโตและสร้างสรรค์ ผลงานให้ได้เต็มศักยภาพของพวกเขาโดยการสนับสนุนให้เขาเหล่านั้นเติบโต ยิ่งขึ้นไปอีก โดยการสอนเทคนิคการบริหารบุคคล บริหารทางการเงิน รวมถึงเทคนิคและแนวความคิดอื่นๆที่จำเป็นต่อการเติมโตขององค์กรด้วย การจ่ายค่าตอบแทนให้กับการสร้างผู้บริหารระดับสูงที่เก่ง มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อจูงใจให้ผู้จำหน่ายอิสระที่เก่งๆพยายามถ่ายทอดความรู้ ของพวกเขาไปยังผู้จำหน่ายอิสระที่เป็นลูกทีมของเขาอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เกิดกรณีที่พบบ่อยๆ คือสร้างให้เก่งแล้วก็ไม่ได้อะไร หรือสร้างให้เก่งแล้วก็หลุดไป

การรักษาให้ผู้จำหน่ายอิสระที่ดีให้อยู่กับบริษัทได้อย่างยั่งยืน (Keep Good Distributors) เป็นกิจกรรมที่สำคัญมาก ความยั่งยืนปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ผู้จำหน่ายอิสระที่เก่งๆมองหา เพราะเขาเหล่านั้นรู้ว่ามันไม่สนุกนักในการต้องไปเริ่มต้นทำสายงานใหม่อยู่ บ่อยครั้ง ถึงแม้ว่าจะมีลูกทีมที่เชื่อมั่นในความสามารถของแม่ทีมเก่งๆ เหล่านั้นอยู่ แต่การเริ่มต้นใหม่ก็ยังเหนื่อยอยู่ดี การรักษาผู้จำหน่ายอิสระ ให้ยั่งยืนอยู่กับบริษัทได้ ก็ขึ้นอยู่กับการจ่ายค่าตอบแทนที่ยุติธรรม เหมาะสม และสามารถจ่ายได้อย่างยั่งยืน ไม่จ่ายเกินที่กำหนด ไม่ Over-pay ดังนั้น ระบบจึงควรมีการรองรับการจ่ายค่าตอบแทนที่ยั่งยืนไว้ตั้งแต่เริ่มต้นก็จะเป็น สิ่งที่ควรทำมากที่สุด

หลักการอื่นๆที่สำคัญที่ควรคำนึงถึงเกี่ยวกับแผนการจ่ายค่าตอบแทน คือ ความง่าย และการไม่เปลี่ยนแผนบ่อย ความง่ายของแผนการจ่ายค่าตอบแทน เป็นสิ่งที่ทำให้การสื่อสารในเรื่องแผนง่ายไปด้วย บางบริษัทที่ใช้แผนที่สลับซับซ้อนมากๆ บางครั้งดูดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว ส่วนใหญ่มักจะมีอะไรซ้อนอยู่ การอธิบายให้ผู้มุ่งหวังที่เราจะชัดชวนเข้ามาร่วมธุรกิจก็ทำได้ยาก จึงจำเป็นต้องใช้แผนที่ง่าย เข้าใจง่าย อธิบายง่าย ไม่ซับซ้อน จะดีกว่า

การเปลี่ยนแผนบ่อย ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้บริษัท MLM ดูไม่เป็นมืออาชีพ หรืออาจจะมองได้ว่าไม่ได้คิดให้รอบครอบมาก่อน ผู้แทนจำหน่ายอิสระหรือสมาชิกจะมีความรู้สึกไม่มั่นคง เพราะไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแผนอีกเมื่อไร แล้วจะกระทบกับผลประโยชน์ที่ควรจะได้หรือไม่ อันนี้เป็นเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บริษัท MLM ไม่ประสบความสำเร็จได้

แผนการจ่ายค่าตอบแทนมีลักษณะที่สำคัญ คือต้องมีทั้งความกว้างและความลึก ความกว้างนี้เป็นลักษณะของแผนการจ่ายค่าตอบแทนที่ได้จากการขายสินค้า ของผู้แทนจำหน่ายอิสระเองและการแนะนำผู้จำหน่ายอิสระใหม่ด้วยตัวเอง พูดง่ายๆว่าเป็นการขายเองและสปอนเซอร์ด้วยตัวเอง เป็นการขยายทีมงานในแนวกว้าง ซึ่งเป็นลักษณะของนักขาย
ความลึกเป็นลักษณะของแผนการจ่ายค่าตอบแทนที่มีการการช่วยเหลือกัน และการสนับสนุนกันในทางลึกเพื่อทำให้เกิดรายได้จากยอดขายที่อยู่ลึกลงไป จากเรา และทำให้เกิดการช่วยเหลือกันทำงาน เป็นการสร้างผู้นำที่สามารถ ฝึกอบรมผู้แทนจำหน่ายอื่นๆ โดยการต่อสายงานให้กับลูกทีม แผนที่มีลักษณะแบบนี้คือแผนที่มีโครงสร้างองค์กรเป็นแบบจำกัดลูกทีมติดตัว หรือ Forced Matrix นั้นเอง ซึ่งทำให้เกิดการช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกันทำให้เครือข่ายขยาย และเติบโตได้ดี เพราะระบบจำกัดจำนวนผู้ที่จะนำมาติดตัว จึงเป็นการบังคับให้ผู้แทนจำหน่ายที่เราแนะนำมาแล้วเมื่อมีลูกทีมติดตัวเกินจำนวน ที่กำหนดเราต้องนำไปต่อให้กับลูกทีมของเราลงไปข้างล่าง ซึ่งเป็นการช่วยเหลือลูกทีมเราไปในตัว

แผนการจ่ายค่าตอบแทนที่พบในตลาด MLM นั้นมีแบบหลักๆ คือ

1) แผนเมทริกซ์ (แผนเน็ตเวิร์ก หรือยูนิเลเวล)

2) แผนไบนารี่

3) แผนไตรนารี่

4) แผนสแตร์สเต็ปเบรกอะเวย์

5) แมทชิ่งโบนัส และ

6) กองทุนต่างๆ

แผนเมทริกซ์ Matrix Plan หรือแผนเน็ตเวิร์ก Network Plan หรือยูนิเลเวล Unilevel Plan เป็นแผนการจ่ายค่าตอบแทนที่เก่าแก่แผนหนึ่ง เป็นแผนการจ่ายค่าตอบแทนที่จ่ายค่าตอบแทนเป็นจำนวนร้อยละของยอดขาย หรือคะแนนในแต่ละชั้น ซึ่งจำกัดจำนวนชั้นที่จะจ่ายให้ลึกตามที่กำหนด หากไม่จำกัดจำนวนลูกทีมในชั้นที่หนึ่ง (หรือลูกทีมติดตัว หรือเรียกว่า Front line) เราเรียกว่า Unforced matrix คือเน็ตเวิร์กที่ไม่จำกัดจำนวนลูกทีมติดตัว (Front line) หรือที่เรียกว่า ยูนิเลเวล

แผนเมทริกซ์อีกแบบหนึ่ง ซึ่งจำกัดจำนวนลูกทีมติดตัว ที่เรียกว่า Forced Matrix เป็นแผนที่จ่ายค่าตอบแทนเป็นชั้นๆ โดยจำกัดจำนวนลูกทีมติดตัว หรือ Front line ตามจำนวนที่กำหนด เช่น มีลูกทีมติดตัวได้ไม่เกิน 5 คน เมื่อเราได้แนะนำผู้แทนจำหน่ายอิสระเข้ามาเป็นลูกทีมเราได้ครบ 5 คนแล้ว เมื่อแนะนำคนต่อไปก็จะไม่สามารถต่อติดตัวเราได้อีก ต้องนำไปต่อในชั้นที่ 2 ซึ่งก็จะเป็นลูกทีมของลูกทีมของเราอีกทีหนึ่ง เราเรียกลักษณะการต่อสายงานแบบนี้ว่า การล้นชั้น หรือ Spill over ตัวอย่างของแผนเมทริกซ์แบบ 5x10 ก็คือมีลูกทีมติดตัวได้สูงสุด 5 คนและมีรายได้ลึกลงไป 10 ชั้น

การ Roll-Up เป็นลักษณะการคำนวนอันหนึ่งของแผนเมทริกซ์ ซึ่งมีประโยชน์ในกรณีที่ลูกทีมบางคนไม่ทำงานหรือไม่ซื้อสินค้าให้มีคะแนน เพื่อรักษาคุณสมบัติในการรับคอมมิชชั่นหรือโบนัส (Commission Qualifying) อัพไลน์หรือแม่ทีมจะสูญเสียโอกาส ในการได้รับคอมมิชชั่นจากลูกทีมคนนี้ เพราะเขาไม่ได้ซื้อสินค้า การโรลอัพ นั้นเป็นการดึงเอาลูกทีมคนถัดลงไปในสายงานขึ้นมาให้อยู่ในชั้นเดียวกับลูกทีม ที่ไม่ได้รักษายอด

จำนวนชั้นและเปอร์เซ็นต์ที่ผู้แทนจำหน่ายอิสระจะได้รับผลประโยชน์ตามแผน เมทริกซ์อาจเป็นแบบ ตายตัว หรือแบบปรับตามตำแหน่ง หรือปรับ ตามยอดคะแนน ก็ได้ ทั้งนี้การปรับจำนวนชั้นและเปอร์เซ็นต์ที่จ่ายตาม ตำแหน่งหรือตามยอดคะแนนที่ซื้อในรอบนั้น ก็เพื่อเป็นการกระตุ้น ให้ผู้แทนจำหน่ายอิสระทำงานให้มากขึ้นเพื่อให้ได้ผลประโยชน์มากขึ้นไปด้วย

แผนไบนารี่ Binary Plan เป็นแผนการจ่ายค่าตอบแทนที่ได้รับความนิยมมากแผนหนึ่ง มีโครงสร้างที่กำหนดให้ผู้แทนจำหน่ายอิสระมีลูกทีมติดได้ไม่เกิน 2 คน ดังนั้นหากผู้แทนจำหน่ายอิสระแนะนำสมาชิกใหม่คนที่ 3 เข้ามาก็จะต้องนำไปต่อให้กับลูกทีมคนใดคนหนึ่งในชั้นลึกลงไป จึงมีลักษณะ Spill Over ซึ่งเป็นการช่วยเหลือให้ลูกทีมมีสายงานเพิ่มขึ้นด้วย ลูกทีมที่ติดตัวทั้งสองคนนั้นคนหนึ่งอยู่ด้านซ้าย และอีกคนหนึ่งอยู่ด้านขวา บางครั้งจะเรียกว่าทีมซ้ายและทีมขวาก็ได้ โดยปกติการให้ค่าตอบแทนจะนับคะแนนทีมซ้ายและทีมขวามาจับคู่ในจำนวน ที่เท่าๆกัน (หรือที่เรียกว่า Balanced Legs) แล้วคิดให้เป็นเปอร์เซ็นต์จากจำนวนคะแนน

การจ่ายค่าตอบแทนตามแผนไบนารี่นั้นมีลักษณะที่แบ่งออกได้เป็น แบบที่บังคับโครงสร้าง และแบบที่ไม่บังคับโครงสร้าง

แผนไบนารี่แบบบังคับโครงสร้างนั้นเป็นแบบที่กำหนดโครงสร้างลักษณะต่างๆ ไว้เมื่อผู้แทนจำหน่ายอิสระสามารถสร้างทีมงานได้ตามโครงสร้างที่กำหนดก็จะ ได้ค่าตอบแทนตามที่กำหนดไว้ในแผน เช่น หากสามารถสร้างทีมงาน ให้ได้ในชั้นที่ 4 และมีจำนวนลูกทีมที่อยู่ในทีมซ้ายและทีมขวาทีมละ 2 คน จะได้ค่าตอบแทน 1000 บาทเป็นต้น แผนแบบนี้อาจจะมีการเก็บคะแนนไว้ให้ตามโครงสร้างที่ทำได้ และไม่มีการตัดทิ้งคะแนนที่ได้เก็บไว้ให้แล้ว

แผนไบนารี่แบบไม่บังคับโครงสร้าง เป็นแบบที่ไม่กำหนดโครงสร้างที่จำเป็นต้องทำให้ได้คุณสมบัติ หรือกำหนดไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แล้วให้มีการจับคู่หรือนับคะแนนที่เท่ากันของทีมซ้ายและทีมขวา โดยมีโควต้าให้ในแต่ละรอบการคำนวณจะนับคู่หรือนับคะแนนให้ได้ไม่เกิน จำนวนที่กำหนดไว้ในแผน คะแนนส่วนที่เกินในรอบการคำนวณนั้นๆ ก็จะถูกตัดทิ้งไป การตัดคะแนนทิ้งเรียกว่า Flush

แผนไบนารี่แบบ Weak – Strong เป็นแบบที่ไม่บังคับโครงสร้างเช่นกัน นับคะแนนจากทีมซ้ายและทีมขวา ทีมใดมีคะแนนมากกว่าในรอบการคำนวนนั้น ก็จะเรียกว่า ทีมแข็ง หรือ Strong Team และทีมใดที่มีคะแนนน้อยกว่าก็จะเรียกว่า Weak Team ในกรณีที่คะแนนเท่ากันทั้งสองทีมเราก็สามารถให้ทีมใดก็ได้เป็น Strong Team และ ทีมใดก็ได้เป็น Weak Team การจ่ายค่าตอบแทนก็จะจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขายทีมอ่อน แล้วนำคะแนนทีมอ่อนมาหัก คะแนนทีมแข็งออกไป เก็บคะแนนส่วนที่เหลือของทีมแข็งไว้ให้ก็ได้

การคิดคะแนนในระบบการคำนวณแบบไบนารี่นั้นอาจคิดจากยอด PV ของแต่ละทีม คือคิดเป็น PV หรือจะคิดเป็นจำนวนผู้แทนจำหน่ายอิสระ (จำนวนรหัส) ที่ครบตามคุณสมบัติต่างๆที่กำหนดไว้ก็ได้

แผนไบนารี่อีกลักษณะหนึ่งที่เป็นที่นิยมมากคือระบบ ที่มี Top-up หรือ Upgrade หรือที่เรียกว่าการเพิ่มจำนวนคู่หรือจำนวนคะแนนสูงสุดที่จะจับคู่ให้ได้ในแต่ละ รอบการคำนวณ เช่นโดยปกติการคำนวณธรรมดาอาจจะคิดให้ 5 คู่ในแต่ละรอบการคำนวณ หากผู้แทนจำหน่ายอิสระซื้อสินค้าเพิ่มเพื่อ ขึ้นตำแหน่งก็จะมีสิทธิในการจับคู่ในแต่ละรอบการคำนวณเป็น 10 คู่ต่อรอบการคำนวณ เป็นต้น

แผนไตรนารี่ Trinary Plan
เป็นแผนการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นที่นิยมมากเช่นกัน โดยที่โครงสร้างขององค์กรผู้แทนจำหน่ายอิสระนั้นจะมีการจำกัดจำนวน ลูกทีมที่ติดตัวไว้เพียง 3 คน คือผู้แทนจำหน่ายอิสระใดๆ จะมีลูกทีมติดตัวได้ไม่เกิน 3 คน เมื่อได้แนะนำผู้แทนจำหน่ายอิสระใหม่ เข้ามาเป็นคนที่ 4 ก็จะต้องนำไปต่อให้ลูกทีมชั้นลึกลงไป จึงมีลักษณะ Spill Over ซึ่งเป็นการช่วยเหลือลูกทีม ทำให้เกิดการทำงานที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน การต่อสายงานผู้แทนจำหน่ายอิสระซึ่งเป็นลูกทีมคนแรกซึ่งอยู่ทางซ้ายมือสุด เราเรียกว่า ลูกทีมด้านซ้าย ลูกทีมที่อยู่คนถัดมา ซึ่งอยู่ตรงกลาง เราเรียกว่า ลูกทีมตรงกลาง และลูกทีมคนสุดท้ายที่อยู่ทางขวามือสุด เราเรียกว่าลูกทีมด้านขวา

การคิดค่าตอบแทนตามแผนไตรนารี่นั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกันแผนไบนารี่มาก เพียงแต่มีจำนวนทีมงานมากกว่าเท่านั้น ซึ่งจะมีลักษณะเป็นการจับคู่ตามรอบการคำนวณ (Balanced Legs) การจับคู่อาจเป็น คู่สอง ซึ่งหมายถึงการจับกันระหว่างคะแนนที่ได้จากทีมใดๆสองทีม ซึ่งอาจเป็นทีมซ้ายจับกับทีมกลาง ทีมกลางจับกับทีมขวา หรือทีมขวาจับกับทีมซ้ายก็ได้ ลักษณะการจับคู่อีกอย่างหนึ่งคือการจับคู่สาม คือการนับคะแนนหรือจำนวนรหัสจากทั้งสามทีม แล้วเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดคะแนนที่ได้เพื่อจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้กับผู้แทนอิสระ

การคิดแผนไตรนารี่นั้นเป็นได้ทั้ง แบบบังคับโครงสร้าง และไม่บังคับโครงสร้าง รวมทั้งสามารถมีลักษณะที่เป็น Top-Up หรือ Upgrade ได้ด้วยเช่นกัน

สแตร์สเตป Stair-step หรือที่เป็นที่รู้จักกันว่า แผนขั้นบันได เป็นลักษณะการคิดค่าตอบแทนให้กับผู้แทนจำหน่ายอิสระเป็นเปอร์เซ็นต์จาก ยอดคะแนนซื้อส่วนตัวและ/หรือยอดกลุ่มส่วนตัว หรือคิดเปอร์เซ็นต์ให้ตามตำแหน่งของผู้แทนจำหน่าย ณ เวลาที่คำนวณนั้น เมื่อลูกทีมได้รับผลประโยชน์เป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดคะแนนแล้ว ผู้ที่เป็นแม่ทีมจะสามารถได้รับผลประโยชน์จากยอดคะแนนเดียวกันนั้นก็ต่อเมื่อ แม่ทีมมีตำแหน่งสูงกว่าลูกทีม ตัวอย่างเช่น กำหนดให้ตำแหน่งมี 3 ตำแหน่งคือ Bronze, Silver, Gold และมีผลตอบแทนของแต่ละตำแหน่งเป็นเปอร์เซ็นต์คือ 10% 20% และ 30% ตามลำดับ โครงสร้างทีมผู้แทนจำหน่ายเป็นดังนี้ นาย ก. เป็นผู้แนะนำหรือเป็นผู้สปอนเซอร์ นางสาว ข. เข้ามาร่วมธุรกิจ และ นางสาว ข. เป็นผู้แนะนำหรือเป็นผู้สปอนเซอร์ นาย ค. เข้ามาร่วมธุรกิจ และ นาย ก. มีตำแหน่งเป็น Gold 30% นางสาว ข. มีตำแหน่งเป็น Silver 20% และนาย ค. มีตำแหน่งเป็น Bronze 10% หาก นาย ค. ซื้อสินค้ามีคะแนนในรอบการคำนวณนี้เป็น 1000 คะแนน นาย ค.จะได้เงินค่าตอบแทนเป็นเงิน 1000 คะแนน x 10% = 100 บาท และ นางสาว ข. จะได้ค่าตอบแทนเป็นเงิน (1000 คะแนน x 20%) – (ค่าตอบแทนที่ได้จ่ายให้กับ นาย ค. ไปแล้ว 100 บาท) = 100 บาท และ นาย ก. จะได้ค่าตอบแทนเป็นเงิน (1000 คะแนน x 30%) – (ค่าตอบแทนที่ได้จ่ายให้กับ นาย ค. และนางสาว ข. ไปแล้ว 200 บาท) = 100 บาท นับแล้วได้จ่ายเงินค่าตอบแทนเป็นจำนวน 30% ของยอดคะแนนของผู้แทนจำหน่าย ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดที่จะจ่ายแล้ว ก็จะไม่ต้องจ่ายให้ให้ผู้แทนจำหน่ายใดๆอีกต่อไปในสายงาน เราอาจเรียกแผนแบบนี้ตามลักษณะการคำนวณได้ว่าเป็นการจ่ายตามผลต่าง ของเปอร์เซ็นต์ตามตำแหน่ง หากผลต่างของเปอร์เซ็นต์ตามตำแหน่ง แม่ทีม – ลูกทีม มีค่าเป็น 0 หรือ ค่าลบ ก็จะไม่จ่ายค่าตอบแทนให้กับแม่ทีมคนนั้น ซึ่งก็หมายความว่าแม่ทีมนั้นมีตำแหน่งน้อยกว่าหรือเท่ากับลูกทีม กรณีที่ตำแหน่งหรือเปอร์เซ็นต์ของลูกทีมมากกว่าหรือเท่ากับแม่ทีมเรียกกันทั่วไป ว่า ตำแหน่งชนกัน

การคิดผลต่างของเปอร์เซ็นต์หรือผลประโยชน์ที่ผู้แทนจำหน่ายจะได้รับนั้นมี วิธีคิดผลต่าง % ตามตำแหน่ง หรือ ผลต่าง % ตามยอดคะแนนของกลุ่ม ก็ได้

แผนเบรกอะเวย์ Breakaway หรือที่เรียกกันติดปากจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของแผน Stair-step ไปแล้วนั้นแท้จริงเป็นแผน Unilevel ประเภทหนึ่ง ซึ่งคิดว่าผู้ที่มีคุณสมบัติครบคือผู้แทนจำหน่ายอิสระที่ได้ตำแหน่งสูงสุดใน ตารางของแผน Stair-step แล้วเท่านั้นจึงจะมีสิทธิที่จะได้รับค่าตอบแทน จากแผน breakaway นี้ โดยอาจคิดให้เป็นชั้นลึกจำกัดอาจจะเป็น 2-3 ชั้นแล้วแต่ความเหมาะสม

แผนแมทชิ่งโบนัส แท้จริงก็สามารถคิดเป็น Unilevel ชนิดหนึ่งซึ่งคะแนนที่ได้นั้นคิดจากรายได้ของลูกทีมเพื่อนำมาคิดเปอร์เซ็นต์ เป็นชั้นให้กับแม่ทีมลักษณะเดียวกับ Unilevel นั่งเอง เป็นการคิดค่าตอบแทนให้แม่ทีมที่ได้ช่วยเหลือลูกทีมให้มีรายได้ ซึ่งก็จะสนับสนุนให้แม่ทีมมียอดขายมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน คือเป็นการสนับสนุนซึ่งกันและกัน

กองทุน Pool เป็นการคิดเปอร์เซ็นต์ของคะแนนจากยอดขายโดยรวมทั้งบริษัท แล้วนำมาแบ่งให้กับผู้ที่มีคุณสมบัติครบโดยการหารเท่ากัน หรือจะหารเป็นสัดส่วนของยอดที่ทำได้ก็ได้ การให้กองทุนนั้นเป็นการทำให้ผู้ที่ได้ทำงานให้กับองค์กรมาเป็นระยะเวลานาน พอสมควรระยะหนึ่งและได้สร้างผลงานให้กับองค์กรได้มากเพียงพอจำนวนหนึ่ง ก็จะมีสิทธิ์ได้รับเงินค่าตอบแทนจากกองทุน ในลักษณะที่เป็นการเกษียร หรือเป็นบำนาญ ก็ได้ หรือจะเป็นกองทุนเพื่อซื้อบ้าน รถยนต์ หรือกองทุนการศึกษาก็ได้ เป็นลักษณะการจ่ายค่าตอบแทนทางลึกอีกทางหนึ่ง

"บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท เอลิสิโอ จำกัด
หากท่านต้องการนำบทความนี้ไปใช้ อ้างอิง ทำซ้ำ
หรือนำไปลงในเว็บไซต์ของท่าน กรุณาเขียนข้อความว่า
ที่มาของบทความ จากเว็บไซต์ www.alisio.com"

ยอดขายธุรกิจขายตรง

รายงานของการจัดอันยอดขายของธุรกิจขายตรงในปี 2555 ล่าสุด

ยอดขายธุรกิจขายตรง

เทคนิคการเลือกบริษัทขายตรง ไม่ใช่ยอดขายดีแล้วเราจะเลือกบรษัท ที่มียอดขายดีอย่างเดียว
1.บริษัท
- มีความมั่นคงสูง
- มีโรงงานผลิตสินค้าเอง (ไม่ได้เช่าโรงงาน)
- มีหอประชุมเป็นของตัวเอง(ไม่ใช่ยังเช่าโรงแรมประชุมอยู่)
- ควรมียอดขายที่ขึ้นตลอด (เร็วแต่พอดี) ไม่มียอดขายที่ขึ้นสูงเร็วเกินไป และก็ร่วงลง
- บริษัทเปิดกิจการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี
2.สินค้า
- จำเป็นใช้กับคนทุกคนในโลกนี้
- สินค้ามีไม่ต่ำกว่า 100 รายการ
- สินค้าต้องคุณภาพดี สามารถสาธิตได้ ให้เห็นอย่างชัดเจน (ย้ำ) ชัดเจน
- ราคาไม่แพง (คุณภาพดีกว่าท้องตลาด)
3.แผนการตลาด
- สามารถสะสมยอดได้
- ไม่กำหนดระยะเวลา ในการทำ และสะสม
- ตำแหน่งขึ้นแล้วไม่ตก
- ทำงานกันเป็นทีม
- ยุติธรรม แซงกันได้ ไม่กินหัวคิว
4.บุคคล
- มีผู้สำเร็จมากมาย เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน หลายพันคน
- อยู่ทีตัวคุณ ว่าคุณ จะตัดสินใจสำเร็จหรือเปล่า หรือจะอยู่อย่างไร้จุดหมาย หรืออยู่อย่างเพ้อฝัน
5.มีระบบตัวช่วย
- มีศูนย์ เอเยนซี่ มากมายหลายสาขา สะดวกพาคนเข้าไปซื้อ
- มีคอร์ส สอนวิธีการทำงาน มากมาย

ประเภทของธุรกิจขายตรง

ธุรกิจขายตรง เป็นระบบการขายรูปแบบหนึ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจทำตลาดสินค้าหรือบริการ โดยมีการทำ สัญญามอบหมายให้ตัวแทนขายตรงหรือผู้จำ หน่ายอิสระนำ สินค้าหรือบริการไปเสนอขายต่อผู้บริโภค ณ ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงานของผู้บริโภค หรือสถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ ประกอบการค้าเป็นปกติธุระ ทั้งนี้ตัวแทนขายตรงหรือผู้จำหน่ายอิสระจะมีรายได้ตามแผนการจ่าย ผลตอบแทนที่ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงกำหนดไว้ โดยทั่วไปในระบบธุรกิจขายตรง ผู้ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกจะมีรายได้ 2 ทาง คือ รายได้ จากการจำหน่ายปลีก และรายได้จากการบริหารทีม ซึ่งการบริหารทีมคือการสร้างทีมงานที่ประกอบด้วยการชักชวนผู้อื่นเข้ามาร่วม ในสายงานและสนับสนุนให้สามารถทำ งานได้โดยแต่ละบริษัทจะมีแผน การจ่ายผลตอบแทน (แผนการตลาด) ที่กำ หนดรูปแบบและวิธีการคิด คำนวณโดยอาจมีได้ในหลายลักษณะ แต่วิธีคิดคำนวณจะต้องเป็นการ คิดคำนวณที่มาจากยอดจำหน่ายสินค้าเป็นหลักและต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และที่สำคัญ ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจขายตรงก่อนได้รับการจดทะเบียนจากนายทะเบียน ตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545

ดาวนโหลดข้อมูลเกี่ยวกับ ประเภทธุรกิจขายตรงได้ที่นี่

ธุรกิจขายตรงมาใหม่

ธุรกิจขายตรงมาใหม่ จริงๆ แล้วมีเยอแยะมากมายก่อนที่คุณจะเลือกนั้นคุณ จำเป็นต้องตรวจสอบการก่อตั้งของบริษัท แต่ละที่ที่เกิดใหม่ดีๆ ใหม่ๆ น่ะดีจริง แต่ถ้าใหม่แล้วไม่มั้นคงจะทำให้คนต้องเสียเวลาในการเริ่มต้นใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วผมเชื่อว่าหลายคนที่ทำธุรกิจขายตรงอยู่คงไม่ชื่นชอบมากนัก กับการต้องสร้างองค์กรสายงานขึ้นมาใหม่ๆ ซ้ำๆ แบบเดิม ยังไงก็เลือกดูดีๆ นะครับ แนะนำ ธุรกิจขายตรงมาใหม่ที่นี่

ธุรกิจขายตรงในไทย

หากคุณสนใจที่จะทำธุรกิจเครือข่าย คุณควรเลือกบริษัทที่มีความมั่นคง มีสินค้าที่ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภค มีแผนการจ่ายผลตอบแทนที่เป็นธรรม มีระบบสนับสนุนการทำงานที่เป็นเลิศ และสุดท้ายต้องถูกกฎหมายในประเทศไทย ทุกบริษัทที่คุณเลือกล้วนประสบความสำเร็จได้ทั้งสิ้น หากคุณมีความพยายามและความตั้งใจจริง รายการต่อไปนี้คือธุรกิจที่ดำเนินกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมายในไทย

> AimStar (เอมสตาร์)
> Amway (แอมเวย์)
> Aviance (อาวียองซ์)
> Avon (เอวอน)
> Giffarine (กิฟฟารีน)
> Herbalife (เฮอร์บาไลฟ์)
> Kangzen-Kenko (คังเซน-เคนโก)
> Morseng (หมอเส็ง)
> Nu Life (นูไลฟ์)
> Nu Skin (นูสกิน)
> Oriflame (ออริเฟลม)
> Suprederm (สุพรีเดอร์ม)
> Unicity (ยูนิซิตี้)
> Tahitian Noni (ตาฮิเตียน โนนิ)
> Zhulian (ซุเลียน)

> Aiyara Plannet (ไอยราแพลนเน็ต)

อันดับธุรกิจขายตรง

สรุปอันดับยอดขายบริษัทขายตรง 10 อันดับ ประจําปี 2553 พบว่า
อันดับที่ 1 แอมเวย์ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 14, 370 ล้านบาท
อันดับที่ 2 กิฟฟารีน ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 4, 912 ล้านบาท
อันดับที่ 3 เอม สตาร์ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 4,901 ล้านบาท
อันดับที่ 4 ซูเลียน ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 4, 400 ล้านบาท
อันดับที่ 5 นีโอไลฟ์ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,700 ล้านบาท
อันดับที่ 6 คังเซนฯ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,300 ล้านบาท
อันดับที่ 7 นู สกิน ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท
อันดับที่ 8 ยูนิซิตี้ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท
อันดับที่ 9 จอยแอนด์คอยน์ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 1, 500 ล้านบาท และ
อันดับ 10 ไลฟ์ สไตลส์ ปี 2553 ปิดยอดขายอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท
สรุปอันดับยอดขายบริษัทขายตรง 10 อันดับ ประจําปี 2554 พบว่า
อันดับที่ 1 แอมเวย์ ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 15,500 ล้านบาท
อันดับที่ 2 ซูเลียน ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 5,540 ล้านบาท
อันดับที่ 3 กิฟฟารีน ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 5,488 ล้านบาท
อันดับที่ 4 เอม สตาร์ ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 4,203 ล้านบาท
อันดับที่ 5 นีโอไลฟ์ ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 3,998 ล้านบาท
อันดับที่ 6 หมอเส็ง ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท
อันดับที่ 7 นู สกิน ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,200 ล้านบาท
อันดับที่ 8 ยูนิซิตี้ ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท
อันดับที่ 9 จอยแอนด์คอยน์ ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท และ
อันดับที่ 10 คังเซน-เคนโก ปี 2554 ปิดยอดขายอยู่ที่ 1,822 ล้านบาท
สรุปอันดับยอดขายบริษัทขายตรง 10 อันดับ ประจําปี 2555 พบว่า
อันดับที่ 1 แอมเวย์ ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท
อันดับที่ 2 ซูเลียน ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 7,100 ล้านบาท
อันดับที่ 3 กิฟฟารีน ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท
อันดับที่ 4 นีโอไลฟ์ ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 5,400 ล้านบาท
อันดับที่ 5 ยูนิซิตี้ ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 3,700 ล้านบาท
อันดับที่ 6 เอม สตาร์ ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 3,147 ล้านบาท
อันดับที่ 7 หมอเส็ง ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,700 ล้านบาท
อันดับที่ 8 นู สกิน ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท
อันดับที่ 9 จอยแอนด์คอยน์ ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 2,400 ล้านบาท และ
อันดับ 10 คังเซน-เคนโก ปี 2555 ปิดยอดขายอยู่ที่ 1,750 ล้านบาท

ที่มา: ตลาดวิเคราะห์